ราคาเมล็ดงาขาว
ขนาด 1 kg ราคาประมาณ 120-250 บาท
*ราคา ณ เดือนพฤษภาคม 2024*
ลักษณะทางกายภาพ ต้นงาขาว

งาขาว (Sesamum indicum) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียและแอฟริกาตะวันออก โดยเฉพาะอินเดีย จีน และซูดาน งาขาวเป็นพืชที่สำคัญเนื่องจากเมล็ดของมันถูกนำมาใช้เป็นอาหารและยาสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ลักษณะของต้นงาขาวมีดังนี้
1. ลำต้น ลำต้นของงาขาวมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นตรง แข็งแรง และเป็นสีเขียวเข้ม
2. ใบ ใบของงาขาวมีลักษณะเป็นรูปหอก ขอบใบหยักเป็นคลื่น สีเขียวเข้ม ใบมีขนาดยาวประมาณ 5-15 ซม.
3. ดอก ดอกของงาขาวมีสีขาว ชมพู หรือม่วง ออกดอกเป็นช่อ ดอกบานในช่วงฤดูร้อน
4. ฝัก ฝักของงามีลักษณะแคบและยาว ยาวประมาณ 2-8 ซม. เมื่อฝักแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกออก
5. เมล็ด เมล็ดงามีขนาดเล็ก สีขาว เหลือง น้ำตาล หรือดำ มีรสชาตินุ่มและมัน จัดเป็นเมล็ดพืชน้ำมัน
6. ระบบราก งาขาวมีระบบรากแก้ว ลึกและแข็งแรง ทำให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง
งาขาวเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศร้อน ไม่ต้องการน้ำมากนัก ต้นงาขาวสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้หลังจากหว่านเมล็ดประมาณ 100-150 วัน เมล็ดงาขาวได้รับความนิยมในการรับประทานและแปรรูปเป็นน้ำมันงา เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ
ลักษณะของเมล็ดงาขาว

เมล็ดงาขาวมีลักษณะและคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ ทำให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าสูง ลักษณะทั่วไปของเมล็ดงาขาวมีดังนี้
1. ขนาดและรูปร่าง เมล็ดงาขาวมีขนาดเล็ก ประมาณ 2-4 มิลลิเมตร มีรูปร่างค่อนข้างแบนรี
2. สี เมล็ดงาขาวมีหลายสี แต่ที่นิยมรับประทานคือสีขาว นอกจากนี้ยังมีสีน้ำตาล สีดำ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง สีของเมล็ดไม่มีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการมากนัก
3. เปลือกเมล็ด เมล็ดงาขาวมีเปลือกบางและเปราะ สามารถขูดออกได้ง่ายเมื่อแช่น้ำหรือคั่ว
4. เนื้อในเมล็ด เนื้อในเมล็ดงาขาวมีสีขาวครีมและมีลักษณะนุ่มมัน เนื้อในอุดมไปด้วยไขมันดี โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ
5. รสชาติ เมล็ดงาขาวมีรสชาตินุ่มมันและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหมาะแก่การรับประทานเป็นอาหารว่างหรือใช้โรยหน้าอาหาร
6. การปรุงอาหาร เมล็ดงาขาวสามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบหรือนำไปคั่ว อบ สามารถนำไปโรยหน้าขนมปัง ผสมในสลัด ย้ำ หรือใช้ทำขนมได้หลากหลาย
7. คุณค่าทางโภชนาการ เมล็ดงาขาวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง โดยเฉพาะโปรตีน กรดอะมิโนจำเป็น ไขมันดีอย่างโอเมก้า กรดไขมันไม่อิ่มตัว รวมถึงแร่ธาตุอย่างแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี เป็นต้น
ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ
เมล็ดงาขาวมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและให้ประโยชน์กับสุขภาพร่างกายหลายด้าน ดังนี้
1. แหล่งโปรตีนคุณภาพดี งาขาวประกอบด้วยโปรตีนและกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการ ซึ่งมีส่วนช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มภูมิคุ้มกัน
2. ไฟเบอร์สูง เมล็ดงาขาวอุดมไปด้วยใยอาหารหรือไฟเบอร์ ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ควบคุมน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด
3. กรดไขมันดี งาขาวมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) และไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFA) โอเมก้า 3, 6, 9 ช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจ ลดการอักเสบในร่างกาย และเพิ่มสุขภาพระบบประสาท
4. แร่ธาตุ เมล็ดงาขาวอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิงค์ เหล็ก และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูก ฟัน และเผาผลาญพลังงาน
5. วิตามิน งาขาวมีวิตามินเอ บี อี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ ระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน
6. สารต้านอนุมูลอิสระ งาขาวมีสาร sesamin, sesamolin และสารกลุ่มลิกแนน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ช่วยชะลอวัย ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็ง
ประโยชน์ด้านสุขภาพ

นอกจากคุณค่าทางโภชนาการแล้ว เมล็ดงาขาวยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้
1. เสริมสร้างกระดูกและฟัน งาขาวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก ฟัน และป้องกันโรคกระดูกพรุน
2. บำรุงหัวใจ สารไฟโตสเตอรอลในงาขาวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL) ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
3. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไฟเบอร์และแมกนีเซียมในงาขาวช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้ ควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
4. บำรุงผิวพรรณ วิตามินเอ อี และแร่ธาตุในงาขาวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ลดการอักเสบ ชะลอการเกิดริ้วรอย
5. เสริมสร้างการทำงานของสมอง กรดไขมันโอเมก้าในงาขาวช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เพิ่มความจำและลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
6. ป้องกันโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระในงาขาวช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ลดอันตรายต่อเซลล์ จึงมีส่วนป้องกันการเกิดมะเร็ง
7. เสริมระบบภูมิคุ้มกัน สารอาหารต่างๆ ในงาขาวโดยเฉพาะวิตามินและสังกะสี มีส่วนช่วยกระตุ้น เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
วิธีรับประทานเมล็ดงาขาว

เมล็ดงาขาวสามารถรับประทานได้หลากหลายวิธี ทั้งในรูปแบบดิบ คั่ว หรือแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ ดังนี้
1. การเตรียมงาขาวพื้นฐาน
– แช่เมล็ดงาขาวในน้ำอุ่น 2-3 ชั่วโมง จะทำให้เปลือกนอกนิ่มและขูดออกได้ง่ายขึ้น
– นำงาขาวไปคั่วบนที่เตรียมไว้ด้วยไฟอ่อนๆ จนเมล็ดหอมและเริ่มเปลี่ยนสี ระวังอย่าให้ไหม้
2. การบริโภคในมื้อเช้า
– โรยเมล็ดงาขาวคั่วบนขนมปัง วาฟเฟิล หรือแพนเค้ก เพิ่มความกรุบกรอบและสารอาหาร
– ผสมงาขาวในโยเกิร์ตหรือซีเรียล เพิ่มโปรตีนและไขมันดี
3. การใช้ในสลัด
– โรยงาขาวคั่วในสลัดผัก เพิ่มรสชาติและเนื้อสัมผัส
– ทำน้ำสลัดงาขาว โดยบดงาขาวผสมกับน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู เกลือและพริกไทย
4. การใช้ในอาหารคาว
– ใช้โรยหน้าข้าวผัด ผัดผัก หรือก๋วยเตี๋ยว เพิ่มกลิ่นหอมนุ่มและสารอาหาร
– ผสมในไข่ตุ๋น ไข่เจียว หรือแป้งทอดต่างๆ ช่วยเพิ่มคุณค่า
5. การใช้ในขนม
– ใช้เป็นส่วนผสมในคุกกี้ บราวนี่ หรือขนมปังต่างๆ ช่วยเพิ่มรสชาติและคุณค่า
– ใช้โรยบนไอศกรีม เค้ก หรือพุดดิ้ง เพิ่มเนื้อสัมผัสและความน่ารับประทาน
6. เครื่องดื่ม
– ปั่นน้ำงาขาว โดยนำงาขาวมาปั่นกับน้ำ เติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามชอบ ดื่มเป็นเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย
– ผสมผงงาขาวในนม ชา กาแฟ สมูทตี้ หรือโปรตีนเชค เพิ่มคุณค่าทางอาหาร
เมล็ดงาขาวจำเป็นต้องบดก่อนรับประทานไหม
ในการรับประทานเมล็ดงาขาวนั้น ไม่จำเป็นต้องบดก่อนรับประทานเสมอไป ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลและประเภทของอาหาร แต่การบดงาขาวก่อนรับประทานอาจมีข้อดีในบางกรณี ดังนี้
1. ย่อยง่ายขึ้น การบดงาขาวจะช่วยทำให้เนื้อในแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาระบบย่อยอาหาร
2. เพิ่มพื้นที่ผิว งาขาวที่ถูกบดจะมีพื้นที่ผิวมากขึ้น ช่วยให้ปลดปล่อยสารอาหารได้ดีขึ้น และทำให้กลิ่นหอมของงาแพร่กระจายในอาหารได้ทั่วถึง
3. เหมาะกับบางเมนู การบดงาขาวจะเหมาะสำหรับใช้ในเมนูบางประเภท เช่น ทาหน้าขนม คลุกเคล้ากับผัก ผสมในน้ำสลัด หรือใส่ในเครื่องดื่ม
4. เพิ่มเนื้อสัมผัส ผงงาขาวบดจะให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดกว่าเมล็ดงาทั้งเมล็ด เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบลิ้มรสแบบนุ่มละมุนหรือต้องการผงโรยหน้าอาหาร
อย่างไรก็ตาม หากต้องการรับประทานเมล็ดงาขาวแบบทั้งเมล็ดเพื่อเพิ่มความกรุบกรอบในอาหาร เช่น โรยในสลัดหรือผัด ก็ไม่จำเป็นต้องบดก่อน สามารถคั่วหรือรับประทานแบบดิบได้เลย
ข้อควรระวังในการบริโภค
แม้ว่าเมล็ดงาขาวจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ผู้บริโภคควรทราบ ดังนี้
1. ปริมาณไขมัน แม้ว่างาขาวจะอุดมไปด้วยไขมันดี แต่ก็มีปริมาณไขมันสูงถึง 50% จึงควรบริโภคแต่พอเหมาะเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ควรเกิน 1-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน
2. สารต้านโภชนาการ เมล็ดงาขาวมีสารไฟเตต (Phytate) ที่อาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี การแช่หรือคั่วเมล็ดงาก่อนบริโภคช่วยลดสารไฟเตตลงได้
3. อาการแพ้ คนบางกลุ่มอาจมีอาการแพ้งาขาว มีอาการคัน ผื่นขึ้น หรือหายใจลำบาก ควรหยุดรับประทานทันทีและปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ
4. ปฏิกิริยากับยา สารบางชนิดในงาขาวอาจมีปฏิกิริยากับยาบางประเภท เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่ใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานงาขาวเป็นประจำ
5. คุณภาพของเมล็ดงา เมล็ดงาที่มีคุณภาพดีควรสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปน ไม่อับชื้นหรือขึ้นรา หากพบลักษณะผิดปกติไม่ควรนำมาบริโภค
6. ความชื้นและการเก็บรักษา เมล็ดงาขาวมีน้ำมันสูง จึงเน่าเสียและหืนได้ง่ายหากโดนความชื้นและแสงแดด ควรเก็บในภาชนะปิดสนิท ไม่โดนแสง และเก็บในที่แห้งเย็น
7. ผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็ก สารไฟเตตในงาขาวอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารอื่นๆ คนที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กควรระมัดระวังในการรับประทานงาขาวปริมาณมากเกินไป
สารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดงาขาว
เมล็ดงาขาวเป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติหลากหลายชนิด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์จากความเสียหายและช่วยชะลอวัย สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในเมล็ดงาขาว ได้แก่
1. เซซามิน (Sesamin) และเซซามอลีน (Sesamolin)
เป็นสารในกลุ่มลิกแนนที่พบมากในงาขาว มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดไขมันในเลือด และกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน
2. แกมมา โทโคฟีรอล (Gamma tocopherol)
เป็นสารในกลุ่มวิตามินอีที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ลดการอักเสบ และชะลอริ้วรอยแห่งวัย
3. ฟีนอลิก (Phenolic compounds)
งาขาวมีสารประกอบฟีนอลิกหลากหลายชนิด เช่น เซซามอล (Sesamol) พิโนรีซินอล (Pinoresinol) ไดเมอร์ลิกแนน (Sesaminol) ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและต้านมะเร็ง
4. ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols)
เมล็ดงาอุดมไปด้วยไฟโตสเตอรอลที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ จึงมีส่วนช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
5. แร่ธาตุสังกะสี และแมกนีเซียม
เมล็ดงาเป็นแหล่งของสังกะสีและแมกนีเซียม ซึ่งเป็นโคแฟคเตอร์ของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เช่น ซูเปอร์ออกไซด์ดีสมิวเตส
ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระของเมล็ดงาขาว
สารต้านอนุมูลอิสระในเมล็ดงาขาวมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลากหลายด้าน ได้แก่
1. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สารเซซามินและไฟโตสเตอรอลในงาขาวช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดี ป้องกันการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ลดการอักเสบและการเกิดลิ่มเลือด จึงลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. ป้องกันโรคเบาหวาน งาขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันภาวะดื้ออินซูลินและเบาหวานชนิดที่ 2
3. ชะลอวัยและลดริ้วรอย งาขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มวิตามินอีและสารประกอบฟีนอลิกที่ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ปกป้องคอลลาเจน ชะลอการเกิดริ้วรอยและความหย่อนคล้อยของผิว
4. ป้องกันมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระในงาขาว เช่น เซซามินและไดเมอร์ลิกแนน มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
5. เสริมสร้างระบบประสาท สารต้านอนุมูลอิสระในงาขาวช่วยปกป้องเซลล์ประสาทจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของสมองจากความชรา และลดความเสี่ยงของโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน
6. เสริมภูมิคุ้มกัน สารต้านอนุมูลอิสระ สังกะสี และแมกนีเซียมในงาขาวมีส่วนช่วยปรับการทำงานระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี เพิ่มความสามารถในการต่อต้านการติดเชื้อและโรคภูมิแพ้
7. ต่อต้านการอักเสบ งาขาวอุดมไปด้วยสารประกอบฟีนอลิก เช่น เซซามอล และพิโนรีซินอล ที่ช่วยต่อต้านและยับยั้งปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกาย จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคข้ออักเสบ โรคลำไส้อักเสบ และโรคผิวหนัง
8. บำรุงสายตา สารต้านอนุมูลอิสระในงาขาว เช่น กลุ่มวิตามินอี ลูทีน และซีแซนทีน ช่วยปกป้องดวงตาจากการถูกทำลายโดยแสงแดด รังสียูวี และอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของดวงตาจากวัยและป้องกันโรคต้อกระจก
แร่ธาตุต่างๆ ที่มีในเมล็ดงาขาว
เมล็ดงาขาวเป็นแหล่งของแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่
1. แคลเซียม งาขาวเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี 100 กรัมของงาขาวให้แคลเซียม 975 มิลลิกรัม ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และช่วยการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และการแข็งตัวของเลือด
2. สังกะสี งาขาวให้สังกะสีในปริมาณสูง สังกะสีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เป็นโคแฟคเตอร์ของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสมานแผล ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ และการสร้างเม็ดเลือด
3. แมกนีเซียม งาขาวอุดมไปด้วยแมกนีเซียมซึ่งช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท การไหลเวียนของเลือด เผาผลาญพลังงาน และการสังเคราะห์โปรตีน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการปวดไมเกรน
4. เหล็ก งาขาวมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ป้องกันภาวะโลหิตจางและช่วยเพิ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม กรดไฟติกในงาขาวอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กได้บ้าง
5. ทองแดง งาขาวมีทองแดงซึ่งเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์สำคัญหลายชนิด เช่น ไทโรซิเนส ไลซิลออกซิเดส และเซรูโลพลาสมิน จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง คอลลาเจน อีลาสติน และการดูดซึมธาตุเหล็ก
6. ฟอสฟอรัส งาขาวมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระดูก ฟัน และเยื่อหุ้มเซลล์ การเผาผลาญพลังงาน การทำงานของตับและไต การควบคุมสมดุลกรด-ด่าง และการส่งสัญญาณประสาท
7. ซีลีเนียม งาขาวมีซีลีเนียมซึ่งเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลูตาไทโอนเปอร์ออกซิเดส ช่วยปกป้องร่างกายจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน และควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์
8. แมงกานีส งาขาวมีแมงกานีสซึ่งเป็นโคแฟคเตอร์ของเอนไซม์สำคัญ เช่น ซูเปอร์ออกไซด์ดีสมิวเตส ช่วยเสริมกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันให้แข็งแรง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และเกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนเพศ
ลักษณะโปรตีนในเมล็ดงาขาว
เมล็ดงาขาวมีโปรตีนที่มีคุณภาพสูงและหลากหลาย มีลักษณะสำคัญดังนี้
1. ปริมาณโปรตีน งาขาวมีโปรตีนสูงถึง 20-25% ของน้ำหนัก เป็นพืชที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าธัญพืชทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มการบริโภคโปรตีนจากพืช
2. กรดอะมิโนที่จำเป็น โปรตีนจากงาขาวมีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน โดยเฉพาะเมทไธโอนีนซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่หายากจากพืชทั่วไป งาขาวจึงถือเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดีใกล้เคียงกับโปรตีนสัตว์
3. โกลบูลิน (Globulin) โปรตีนหลักในงาขาวประมาณ 67% คือ โกลบูลิน ประกอบด้วย อัลฟา เบต้า และแกมมาโกลบูลิน ซึ่งมีกรดอะมิโนที่จำเป็นสูงโดยเฉพาะ ไลซีน ทรีโอนีน และไทโรซีน
4. แอลบูมิน (Albumin) แอลบูมินคือโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่พบในงาขาวประมาณ 8.6% แอลบูมินมีกรดอะมิโนที่จำเป็นสูงโดยเฉพาะ ทริปโตเฟน
5. โปรลามิน (Prolamin) โปรตีนในงาขาวประมาณ 1.4% คือ โปรลามิน ซึ่งมีกลูตามิกและอาร์จินีนสูง
6. กลูเตลิน (Glutelins) โปรตีนอีก 6.9% ในงาขาวคือ กลูเตลิน ซึ่งมีกรดแอสพาร์ติกและไลซีนสูง
7. ย่อยง่าย เนื่องจากงาขาวมีเปลือกบางที่ถูกขจัดออกในขั้นตอนการแปรรูป ทำให้โปรตีนในงาขาวย่อยง่ายและดูดซึมได้ดี
8. ปราศจากกลูเตนและสารก่อภูมิแพ้ โปรตีนในงาขาวปราศจากกลูเตนและสารก่อภูมิแพ้ จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้แพ้กลูเตนและผู้ที่มีอาการแพ้อาหารจากถั่วเหลือง นม ไข่ และถั่วชนิดอื่นๆ
9. สนับสนุนการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย โปรตีนจากงาขาวอุดมไปด้วยกรดอะมิโนสำคัญ เช่น ไลซีนและเมทไธโอนีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ ฮอร์โมน และเอนไซม์
ลักษณะไขมันในเมล็ดงาขาว
เมล็ดงาขาวมีไขมันที่มีคุณภาพดีและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ มีลักษณะดังนี้
1. ปริมาณไขมันสูง เมล็ดงาขาวมีไขมันสูงประมาณ 50-60% ไขมันส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน
2. โอเลอิก แอซิด (Oleic acid) โอเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวชนิดโอเมกา 9 ที่พบมากที่สุดในเมล็ดงาขาว ช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลดี (HDL)
3. ลิโนเลอิก แอซิด (Linoleic acid) ลิโนเลอิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนชนิดโอเมกา 6 ที่พบมากเป็นอันดับสองในเมล็ดงาขาว จำเป็นต่อการทำงานของสมอง การเจริญเติบโต และระบบสืบพันธุ์
4. สเตียริก แอซิด (Stearic acid) สเตียริกเป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่พบประมาณ 5% ในเมล็ดงาขาว ไม่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
5. ปาลมิติก แอซิด (Palmitic acid) ปาลมิติกเป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่พบปานกลางในเมล็ดงาขาว ควรบริโภคแต่น้อยเพราะอาจเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ได้
6. อัลฟา ลิโนเลนิก แอซิด (Alpha-linolenic acid) อัลฟา ลิโนเลนิกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนชนิดโอเมก้า 3 ที่พบในปริมาณเล็กน้อยในเมล็ดงาขาว มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และป้องกันโรคหัวใจ
7. สารต้านอนุมูลอิสระ ไขมันในเมล็ดงาขาวมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เซซามิน เซซามอลิน และแกมมา โทโคฟีรอล (วิตามินอี) ช่วยต้านการเกิดออกซิเดชันของไขมันและป้องกันความเสื่อมของเซลล์
8. ปราศจากคอเลสเตอรอล เมล็ดงาขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ซึ่งแตกต่างจากไขมันจากสัตว์ การบริโภคไขมันจากงาขาวจึงไม่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
9. ผลต่อการดูดซึมวิตามิน ไขมันในเมล็ดงาขาวช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ได้ดีขึ้น
ประโยชน์ของไขมันในเมล็ดงาขาว
ไขมันในเมล็ดงาขาวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน ได้แก่
1. ลดคอเลสเตอรอล กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนในงาขาวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) ในขณะที่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลดี (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. ต้านการอักเสบ กรดไขมันโอเมก้า 3, 6 และสารเซซามินในน้ำมันงาขาวมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการของโรคข้ออักเสบ ลำไส้อักเสบ และโรคผิวหนัง
3. ควบคุมน้ำตาลในเลือด ไขมันดีในงาขาวช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาล ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
4. บำรุงสมองและระบบประสาท กรดไขมันโอเมก้า 3, 6 และวิตามินอีในงาขาวช่วยบำรุงสมอง ระบบประสาท และสายตา ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และจอประสาทตาเสื่อม
5. บำรุงผิวและลดริ้วรอย กรดไขมันและวิตามินอีในงาขาวช่วยบำรุงผิว เพิ่มความชุ่มชื้น ต้านการอักเสบ และลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ช่วยชะลอวัยและรักษาความอ่อนเยาว์ของผิว
6. เพิ่มภูมิคุ้มกัน กรดไขมันโอเมก้า 3 และสารเซซามินช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ป้องกันการติดเชื้อและเป็นหวัด
7. เสริมสร้างกระดูก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียมในงาขาวทำงานร่วมกับไขมันเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ทั้งยังช่วยป้องกันกระดูกพรุนในผู้สูงวัย
8. ช่วยลดน้ำหนัก แม้ไขมันในงาขาวจะให้พลังงานสูง แต่ก็ให้ความรู้สึกอิ่มและช่วยควบคุมความอยากอาหาร จึงไม่ทำให้อ้วน ในทางตรงข้ามกลับช่วยลดน้ำหนักได้เมื่อทานแทนไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์
9. ส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กรดไขมันและแร่ธาตุในน้ำมันงาช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ ช่วยบำรุงเหงือกและป้องกันการเกิดหินปูน
ความนิยมในการรับประทานเพื่อต้านโรค
เมล็ดงาขาวได้รับความนิยมในการบริโภคเพื่อป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย
1. โรคหัวใจและหลอดเลือด
การบริโภคเมล็ดงาขาวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลไม่ดี ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ต้านการอักเสบและการเกิดลิ่มเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดแข็ง หัวใจวาย และหลอดเลือดสมอง
2. โรคเบาหวาน
ไฟเบอร์และไขมันดีในงาขาวช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน และลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
3. โรคมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระ เซซามิน และลิกแนนในงาขาวช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง จึงช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
4. โรคกระดูกพรุน
งาขาวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
5. ภาวะสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน
กรดไขมันโอเมกา 3 วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระในงาขาวช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมอง ชะลอความเสื่อมของความจำและการรับรู้ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับสมองเสื่อม
6. โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สังกะสี ทองแดง และสารในงาขาวช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จึงมีส่วนในการป้องกันโรคภูมิแพ้และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
7. โรคผิวหนังอักเสบ
สารต้านการอักเสบและสังกะสีในงาขาวช่วยบรรเทาอาการแพ้ คัน และอักเสบของผิวหนัง มีส่วนช่วยในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบ เช่น เอ็กซีมา สะเก็ดเงิน ผื่นแพ้
8. ไมเกรนและปวดศีรษะ
แมกนีเซียมและวิตามินบี 2 ในงาขาวช่วยผ่อนคลายหลอดเลือดในสมอง ช่วยบรรเทาและลดความถี่ของอาการปวดศีรษะไมเกรน
9. ปัญหาระบบทางเดินอาหาร
ใยอาหารในงาขาวช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ป้องกันท้องผูก ริดสีดวงทวาร อีกทั้งแคลเซียมและสังกะสีช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและท้องเสียจากภาวะลำไส้แปรปรวนได้
10. อาการวัยทอง
สารลิกแนนและไฟโตเอสโตรเจนในงาขาวช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเอสโตรเจน บรรเทาอาการวัยทองในผู้หญิง เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ ปวดข้อ อารมณ์แปรปรวน และผิวหนังเหี่ยวย่น
การรับประทานเมล็ดงาขาวเป็นประจำ จึงมีส่วนช่วยป้องกันและชะลอการดำเนินของโรคเรื้อรังและโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยหลายชนิด จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพฟ


